วิธีออกใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงินด้วย taxcount quick (ครบทุกขั้นใน 5 นาที)

|

Sarawut Subenja

สวัสดีครับ ผมมิว ที่ปรึกษาภาษีของ taxcount เชื่อว่าหลายคนเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ — ลูกค้าโอนเงินมาแล้วทักกลับมาว่า "พี่ขอใบกำกับภาษีด้วยนะ" แต่คุณยังไม่มีโปรแกรมบัญชี ไม่อยากโหลดแอปอะไรให้วุ่นวาย แล้วก็ไม่รู้จะเริ่มยังไงให้เอกสารออกมาถูกต้อง

ข่าวดีคือ taxcount quick ช่วยคุณออกใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงินได้ฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก ไม่ต้องติดตั้งอะไรเลยครับ เปิดเว็บ กรอกข้อมูล แล้วดาวน์โหลดเป็นไฟล์ PDF ได้ทันที บทความนี้ผมจะพาคุณทำไปทีละขั้นจนได้เอกสารฉบับแรกครับ

เคสตัวอย่างที่เราจะใช้ทั้งบทความ: "ร้านกาแฟ ดีต่อใจ" ขายเมล็ดกาแฟให้ "บริษัท ใจดี มาร์เก็ตติ้ง จำกัด" และต้องออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้า


ภาพรวมหน้าจอ: ซ้ายกรอก ขวาเห็นผลทันที

พอเปิด taxcount quick ขึ้นมา คุณจะเห็นหน้าจอแบ่งเป็นสองฝั่งครับ — ฝั่งซ้ายคือฟอร์มให้กรอกข้อมูล ส่วน ฝั่งขวาคือตัวอย่างเอกสารจริง ที่จะอัปเดตตามสิ่งที่คุณพิมพ์แบบเรียลไทม์ พิมพ์ไปก็เห็นเอกสารค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่างไปเลย ไม่ต้องเดาว่าผลลัพธ์จะออกมาหน้าตาแบบไหน

ภาพรวมหน้าจอ taxcount quick ฝั่งซ้ายกรอกข้อมูล ฝั่งขวาแสดงตัวอย่างเอกสารสด

ปุ่มสำคัญอยู่มุมขวาบนทั้งหมดครับ ทั้งปุ่มสลับภาษา ไทย/ENG, ปุ่มปรับแต่งหน้าตา, ปุ่ม ดาวน์โหลด PDF และปุ่ม พิมพ์ เดี๋ยวเราจะค่อย ๆ ใช้มันไปทีละปุ่ม


ขั้นที่ 1: เลือกประเภทเอกสาร

เริ่มจากช่องบนสุด "ประเภทเอกสาร" ครับ ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง เพราะพอคุณเลือกแล้ว ฟอร์มที่เหลือถึงจะปรากฏขึ้นมาให้กรอก

หน้าจอเริ่มต้น taxcount quick ที่ให้เลือกประเภทเอกสาร

taxcount quick มีให้เลือก 3 แบบครับ:

ประเภทเอกสาร เหมาะกับ
ใบกำกับภาษี กิจการจด VAT ที่ต้องออกใบกำกับภาษีให้ผู้ซื้อ
ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี เอกสารใบเดียวที่เป็นทั้งใบเสร็จและใบกำกับภาษี (นิยมมากสำหรับร้านที่รับเงินแล้วออกเอกสารทันที)
ใบเสร็จรับเงิน กิจการที่ยังไม่ได้จด VAT หรือออกเป็นหลักฐานรับเงินเฉย ๆ

ในเคสร้านกาแฟของเรา จดทะเบียน VAT แล้ว และต้องการออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้า เราจึงเลือก "ใบกำกับภาษี" ครับ

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าควรเลือกแบบไหน ผมเขียนอธิบายความต่างไว้ละเอียดในบทความ เลือกประเภทเอกสารให้ถูก: ใบกำกับภาษี vs ใบเสร็จ/ใบกำกับ vs ใบเสร็จ ลองแวะอ่านก่อนได้ครับ


ขั้นที่ 2: กรอกข้อมูลเอกสาร

พอเลือกประเภทเสร็จ หัวข้อ "ข้อมูลเอกสาร" จะโผล่ขึ้นมาครับ มีช่องให้กรอกดังนี้

ส่วนข้อมูลเอกสาร เลขที่เอกสาร หมายเลขเล่ม และวันที่ออกเอกสาร
  • เลขที่เอกสาร (จำเป็น) — เลขรันของเอกสาร เช่น `INV-2569-001` คุณกำหนดรูปแบบเองได้เลยครับ ขอแค่ให้ไม่ซ้ำกันในเล่มเดียวกัน
  • หมายเลขเล่ม — ถ้าคุณแบ่งเอกสารเป็นเล่ม ใส่ตรงนี้ได้ ถ้าไม่มีก็เว้นว่างไว้
  • วันที่ออกเอกสาร (จำเป็น) — ระบบใส่วันที่วันนี้ให้อัตโนมัติ แต่กดเปลี่ยนได้ครับ

ถ้าคุณเลือกประเภทที่เป็นใบเสร็จ จะมีช่อง "วิธีรับเงิน" เพิ่มขึ้นมาให้เลือกด้วย (เงินสด, โอนเงินผ่านธนาคาร, เช็ค, บัตรเครดิต, กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรืออื่น ๆ)


ขั้นที่ 3: กรอกข้อมูลผู้ขาย (ตัวคุณเอง)

ถัดลงมาคือ "ข้อมูลผู้ขาย" ครับ ก็คือข้อมูลกิจการของคุณเอง

ส่วนข้อมูลผู้ขาย พร้อมปุ่มบันทึกเป็นค่าเริ่มต้น

กรอกให้ครบทั้ง ชื่อผู้ขาย, ที่อยู่ผู้ขาย, เลขประจำตัวผู้เสียภาษี (13 หลัก ระบบจะรับเฉพาะตัวเลขให้อัตโนมัติ) และเลือก ประเภทสาขา ว่าเป็นสำนักงานใหญ่หรือสาขา ถ้าเป็นสาขาจะมีช่องให้ใส่ชื่อ/หมายเลขสาขาเพิ่ม

จุดที่ผมอยากให้สังเกตคือปุ่ม "บันทึกเป็นค่าเริ่มต้น" ครับ — กดครั้งเดียว ครั้งหน้าที่คุณกลับมาเปิดเว็บ ข้อมูลผู้ขายจะถูกเติมให้อัตโนมัติ ไม่ต้องพิมพ์ใหม่ทุกครั้ง ประหยัดเวลาไปได้เยอะเลย รายละเอียดเรื่องนี้ผมเขียนแยกไว้ที่ บันทึกข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อไว้ใช้ซ้ำ ครับ


ขั้นที่ 4: กรอกข้อมูลผู้ซื้อ (ลูกค้า)

ส่วน "ข้อมูลผู้ซื้อ" ก็กรอกในลักษณะเดียวกันครับ — ชื่อ, ที่อยู่, เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และประเภทสาขาของลูกค้า

ส่วนข้อมูลผู้ซื้อ พร้อมปุ่มใช้ที่เคยกรอก

มุมขวาบนของส่วนนี้มีปุ่ม "ใช้ที่เคยกรอก" ครับ ถ้าคุณเคยออกเอกสารให้ลูกค้ารายนี้มาก่อน กดปุ่มนี้แล้วเลือกชื่อได้เลย ระบบจะดึงข้อมูลเดิมมาเติมให้ทันที (เก็บได้สูงสุด 20 ราย)

เกร็ดเล็ก ๆ: สำหรับใบกำกับภาษี เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อเป็นข้อมูลที่ควรมีให้ครบครับ ถ้าลูกค้าเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่มีเลขผู้เสียภาษีนิติบุคคล ให้ใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลักแทนได้


ขั้นที่ 5: ใส่รายการสินค้า/บริการ

มาถึงหัวใจของเอกสารครับ — "รายการสินค้า/บริการ"

ส่วนรายการสินค้า แสดงสองรายการพร้อมช่อง VAT และหัก ณ ที่จ่าย

แต่ละรายการกรอกได้ดังนี้:

  • รายละเอียด — ชื่อสินค้าหรือบริการ
  • จำนวน — ใส่ทศนิยมได้ เช่น 1.5
  • ราคา/หน่วย — ราคาต่อหน่วย
  • VAT — เลือกว่าราคาที่กรอก "ยังไม่รวม" หรือ "รวมแล้ว" (ช่องนี้จะไม่ขึ้นถ้าเป็นใบเสร็จรับเงินธรรมดา)
  • หัก ณ ที่จ่าย — เลือกอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายของรายการนั้น (0–15%)

อยากเพิ่มรายการก็กดปุ่ม "+ เพิ่มรายการ" ครับ ส่วนปุ่มลูกศร ↑ ↓ ใช้สลับลำดับ และปุ่ม "ลบ" สีแดงไว้ลบรายการที่ไม่ต้องการ

ระบบจะคำนวณยอดรวม, VAT 7% และยอดหัก ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติทุกครั้งที่คุณพิมพ์ครับ เรื่อง VAT รวม/ไม่รวม และหัก ณ ที่จ่ายนี่เป็นจุดที่คนสับสนกันบ่อยที่สุด ผมเลยเขียนอธิบายแบบเจาะลึกพร้อมตัวอย่างการคำนวณไว้ที่ กรอกรายการสินค้า VAT และหัก ณ ที่จ่ายให้ถูก ครับ


ขั้นที่ 6: ตรวจตัวอย่างเอกสารฝั่งขวา

ระหว่างที่กรอก ให้คุณชำเลืองดูฝั่งขวาไปด้วยครับ เอกสารตัวจริงจะค่อย ๆ ขึ้นมาให้เห็น พอกรอกครบแล้วจะได้หน้าตาประมาณนี้

ตัวอย่างใบกำกับภาษีที่กรอกครบแล้ว แสดงยอดรวม VAT และช่องเซ็น

ลองไล่ตรวจดูครับว่า ชื่อ–ที่อยู่ทั้งสองฝ่ายถูกต้อง, รายการครบ, ยอดรวมตรงกับที่ตกลงกับลูกค้า ส่วนนี้คือสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับจริง ๆ ถ้าอยากปรับขนาดให้เห็นชัดขึ้นหรือเอกสารยาวหลายหน้า อ่านวิธีจัดการได้ที่ เอกสารหลายหน้า การซูม และการพิมพ์/ดาวน์โหลด PDF ครับ

อยากได้เอกสารภาษาอังกฤษ ก็แค่กดสลับ

ถ้าลูกค้าของคุณเป็นชาวต่างชาติหรือบริษัทที่ต้องใช้เอกสารภาษาอังกฤษ กดปุ่ม ENG ที่มุมขวาบนได้เลยครับ ป้ายข้อความทั้งหมดจะเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ รวมถึงรูปแบบวันที่ (เปลี่ยนจากปี พ.ศ. เป็น ค.ศ.) ให้อัตโนมัติ — ข้อมูลที่คุณกรอกไว้ยังอยู่ครบ ไม่ต้องพิมพ์ใหม่

ตัวอย่างใบกำกับภาษีฉบับภาษาอังกฤษ (Tax Invoice)

ขั้นที่ 7: ดาวน์โหลด PDF หรือสั่งพิมพ์

พอใจกับเอกสารแล้ว ไปที่ปุ่มมุมขวาบนได้เลยครับ

ปุ่มดาวน์โหลด PDF และปุ่มพิมพ์ที่แถบด้านบน
  • กด "ดาวน์โหลด PDF" ระบบจะสร้างไฟล์ PDF ภาษาไทยสวยงามให้คุณบันทึกหรือส่งต่อให้ลูกค้า
  • หรือกด "พิมพ์" เพื่อสั่งพิมพ์ออกกระดาษโดยตรง

ระบบจะตรวจให้ก่อนว่าคุณกรอกช่องที่จำเป็นครบหรือยัง ถ้ายังขาด จะมีข้อความเตือนขึ้นมาบอกว่าต้องเติมช่องไหน

เรื่องความเป็นส่วนตัวที่ผมอยากย้ำ: ข้อมูลผู้ขาย ผู้ซื้อ และรายการสินค้าทั้งหมด ถูกเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณเองครับ ไม่ได้ถูกบันทึกไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของเรา ตอนกดดาวน์โหลด ข้อมูลจะถูกส่งไปเพื่อ "สร้างไฟล์ PDF เท่านั้น" แล้วถูกลบทิ้งทันที ไม่มีการเก็บสำเนาไว้


สรุป

แค่ 7 ขั้นนี้คุณก็ออกใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จได้เองแล้วครับ ทบทวนสั้น ๆ อีกที:

  1. เลือกประเภทเอกสาร
  2. กรอกข้อมูลเอกสาร (เลขที่ + วันที่)
  3. กรอกข้อมูลผู้ขาย (และกดบันทึกเป็นค่าเริ่มต้น)
  4. กรอกข้อมูลผู้ซื้อ
  5. ใส่รายการสินค้า/บริการ
  6. ตรวจตัวอย่างฝั่งขวา
  7. ดาวน์โหลด PDF หรือพิมพ์

อยากลงลึกเรื่องไหนเป็นพิเศษ แวะอ่านบทความย่อยเหล่านี้ต่อได้เลยครับ:

อยากรู้ว่าทำไม taxcount quick ถึงต่างจากเครื่องมืออื่น แวะอ่านบทจุดเด่นเหล่านี้ได้ครับ:

ถ้าติดตรงไหน หรืออยากให้ช่วยดูเรื่องภาษีของกิจการแบบเฉพาะเจาะจง ทักมาคุยกับทีม taxcount ได้เลยนะครับ ยินดีช่วยเสมอ 🙂

ดูคู่มือทั้งชุดในหน้าเดียว (รวมฝั่งผู้ดูแลระบบด้วย) ได้ที่ คู่มือ taxcount quick ฉบับสมบูรณ์ ครับ